วันนี้ที่รอมานาน

posted on 09 Mar 2012 16:38 by blackwave directory Diary

เอนทรี่นี้ อยากเขียนเก็บไว้เพื่อเตือนใจตัวเอง ในอีกหลายๆปีข้างหน้า ในวันที่ท้อ ในวันที่อาจจะลืมไปแล้วว่าความพยายามที่ทำมาตลอดนี้ เพื่ออะไร จะได้จำความรู้สึกแบบวันนี้ได้ อีกครั้ง

 

 

 

 

 

จำได้ว่า จุดเริ่มต้นของความฝัน มันมาจากการเปิดเบื้องหลังLOTRมาดู เพราะอยากรู้ว่า ไอ้หนังที่เราชอบมากๆเรื่องนี้ มันสร้างขึ้นมาได้ยังไง ใช้เทคนิกอะไรแบบไหน ที่ทำให้โลกที่อยู่ตอนนี้ดูเหมือนมีเวทมนตร์ขึ้นมา

ตอนนั้นน่าจะสักปอห้าหอหกเองมั้ง ไม่แน่ใจเวลาที่แน่นอนเท่าไหร่ รู้แต่ความรู้ึสึกตอนที่เห็นวิธีการถ่ายทำหนัง ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีเมื่อสิบปีที่แล้ว รู้สึกว่ามันสุดยอดมาก ทำได้ไงอ้ะ ต้นไม้ขยับ พูดงาบๆ (เอนท์ในภาคสอง) เอาคนไซส์ปกติมาย่อเหลือจิ๋วนึงเป็นฮอบบิท แต่งลุงวิกโก้ได้ไงหน้าโทรมจัง ตอนนั้นว้าวู้มาก (และตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ เวลาได้ดูเทคนิคถ่ายทำเจ๋งๆ ฮา)

โลกหลังเลนส์ถ่ายหนังนี่มันเหมือนหลุดไปอยู่อีกมิตินึง ยังไงอย่างงั้น

 

 

 

แต่ถ้าถามว่า อยากเป็น อยากทำงานด้านนี้ ตั้งแต่ตอนนั้นเลยมั้ย ก็คงยังต้องบอกว่าไม่ ตอนนั้นเหมือนว่ายังอยากเป็นนักข่าว - นักเขียน - ครู - นักวิจัย อะไรทำนองนี้อยู่ ความฝันช่วงประถม-มอต้น ก็ยังวนเวียนอยู่ในสไตล์นั้นล่ะ

 

 

 

การได้เข้ามาเรียนสาธิปทุมวัน ถือเป็นจุดเปลี่ยนอย่างนึงในชีวิตนะ เปลี่ยนสังคม เปลี่ยนกรอบ เปลี่ยนวิธีคิดและอะไรหลายๆอย่างให้เรา

บางทีถ้าตอนนี้ยังเรียนอยู่ราชินี เราก็คงอาจจะเอนท์ศึกษา-ครุไปแล้วก็ได้

 

ตอนมอต้น ยอมรับว่าเราก็โดนคนรอบข้างกรอกหูว่า หมอ วิศวะ สถาปัตย์ แถมพอได้เข้าค่ายโครงการส่งเสริมฯวิทยาศาสตร์และคณิศาสตร์ของมหิดลวิทยานุสรณ์(ตอนปอหกเราได้เหรียญทองวิทยาศาสตร์ของสสวท.) ซึ่งเป็นค่ายต่อเนื่องสามปีด้วยแล้ว เรายิ่งอยากไปเรียนทางวิทย์นะ อยากเป็นนักวิจัยการได้ทำแล็บ ได้ทดลองอะไรใหม่ๆมันเป็นความสุขอย่างนึงของเราเลยล่ะ

จริงๆแล้วตอนนั้นถามว่าอยากเพียววิทย์มั้ย ก็ตอบตรงๆว่าไม่นะ ใจจริงก็อยากลองไปเรียนด้านศิลป์ด้วย แต่ติดที่ว่าที่บ้านไม่เห็นด้วย ก็เลยว่า เอาเถอะ ทางนี้แหละ ไม่เป็นไร ก็ชอบเหมือนกัน อีกอย่าง เรามีพี่ชายคนนึงเป็นสถาปนิก ก็ค่อนข้างสนิทกัน ได้ฟังพี่เขาเล่าเรื่องสมัยเรียนให้ฟังก็รู้สึกว่า สถาปัตย์มันไม่ใช่อย่างที่เราอยากเรียนแฮะ แล้วตอนนั้นข้อมูลเรื่องเรียนต่อมหาลัยก็น้อยอีก คณะก็รู้จักเทือกๆหมอ บัญชี เศรษฐศาสตร์(อาเรียน) ถาปัด วิศวะ อะไรทำนองนั้น ก็เลยพาลคิดไปว่า เราคงไม่เหมาะกับคณะทางศิลป์หรอกมั้ง

 

 

จนกระทั่งตอนใกล้ๆจบมอสอง ได้รู้จักกับรุ่นพี่คนนึงที่ทำให้เราได้รู้จักการ์ตูนเรื่องบลีช ได้เข้าบอร์ดเดทเบอรี่ จนได้รู้จักคนคนนึงที่ทำให้มุมมองเรื่องคณะ เรื่องมหาลัยเราเปลี่ยนไป

พี่คนนั้น คือพี่หวาน พี่สาวที่เรารักมากคนนึง

 

ตอนที่รู้จักกัน เราเองก็กำลังจะขึ้นมอสาม อยู่ในช่วงลังเลว่าจะไปเรียนต่อไหนดีระหว่างมหิดลกับอยู่ปทุมวันต่อ ( เตรียมไม่อยู่ในความคิด ฮา) ส่วนพี่หวานก็เพิ่งเอนท์ติดนิเทศศิลป์ ศิลปากร

ด้วยความที่อยากรู้ว่าพี่เขาเรียนอะไรบ้าง(วะ) บวกกับชื่อสาขาชื่อคณะเป็นอะไรที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เรารู้จักคณะในศิลปากรแค่ถาปัด(พี่ชายเรียน) แล้วก็พวกโบราณคดี อะไรทำนองนั้น ก็เลยไปค้นดู

 

 

มันน่าเรียนว่ะ ....

 

หลังจากนั้นเราก็เริ่มเขวๆ ว่าเฮ้ย ตกลงอยากเรียนอะไรกันแน่วะ เพราะที่อยากมาเรียนวิทย์ก็เพราะแค่รู้สึกว่าทางศิลป์ถาปัดมันก็ยังไม่ใช่แนวที่อยากเรียน แต่เพราะพ่อกับแม่เป็นหมอ แล้วก็พี่สาวคนนึงของเราก็เพิ่งได้เภสัชไป เราก็เลยตัดสินใจสอบมหิดลวิทยานุสรณ์ต่อไป

 

 

แต่ก็อย่างที่รู้ๆกัน เราสอบไม่ติด (ฮา) ก็เลยเรียนสาธิตต่อไป

จำได้ว่าตอนนั้นเสียใจมาก มากมากมาก เพราะเราค่อนข้างผูกพันกับที่นั่นน่ะนะ ไปๆกลับๆมาตลอดสามปี เฝ้าแล็บทำโครงงานเสียจนจำได้ว่าของอะไรอยู่ตรงไหน จะเบิกต้องทำยังไง หอก็ไปนอนมาแล้ว ตึกเรียน ห้องเรียน ห้องสมุด รู้จักดีกว่าเด็กมอสี่ที่เข้าไปเทอมแรกซะอีก

ร้องไห้อยู่สองวันได้ มันเป็นความผิดหวังครั้งแรกที่เราได้เจอในรอบหลายปี (บางทีอาจจะเป็นครั้งแรกเลยก็ได้ที่เสียใจขนาดนั้น) เพราะว่าก่อนหน้านี้เราสอบอะไรได้ก็ค่อนข้างชิวๆไปเรื่อย

 

 

คำพูดเดียวที่พ่อปลอบ คือ เสียใจได้แต่ให้จำ มันไม่ใช่ทางของเรา

 

 

 

ตอนนั้นไม่เข้าใจหรอกนะ ว่าที่พ่อพูดมันหมายความว่าอะไร รู้แต่เสียใจชะมัด เรื่องเดียวที่ทำให้ยิ้มออกอยู่คือการยังได้ไปทำฉากละครที่โรงเรียน ได้ไปเจอพวกพี่ๆ ได้ไปรั่วๆเฮฮากับเพื่อน

 

บางที ตอนนั้นพ่ออาจจะเห็น อาจจะรู้มาก่อนแล้วก็ได้ ว่าเราไม่เหมาะกับการเรียนวิทย์

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั้น พอจบมอสาม เราก็ต่อมาสี่ที่โรงเรียนเดิม เข้าแผนวิทย์ตามสูตรพวกเกรดถึงแต่ไม่รู้จะเลือกอะไร ชีวิตก็ยังคงเป็นไปเรื่อยๆเหมือนตอนมอต้น ที่เปลี่ยนไปนิดหน่อยก็แค่ เราเริ่มสนใจคณะทางศิลป์อย่างจริงจังซะแล้วล่ะ

ช่วงนั้นก็เริ่มมีดราม่ากับที่บ้านบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นแม่นี่ล่ะที่ค้าน พ่อจะปล่อยเฉยๆ ออกแนวมีอะไรก็ค่อยมาหาก็แล้วกัน 

แต่ถ้าถามว่า เรียนนิเทศศิลป์จบไปแล้วจะทำอะไร ไม่รู้ว่ะ ไม่ได้คิด รู้แค่อยากจะไปเรียนอะไรก็ได้ที่มันได้วาดรูป ได้ใช้จินตนาการ ได้ทำอะไรที่อยากทำ จริงๆมันก็ดูไม่ต่างจากตอนที่อยากเรียนวิทย์ อยากไปทำวิจัยเท่าไหร่เลย เพราะมันล่องลอยไป ล่องลอยมา เหมือนมีความฝัน แต่มันก็เป็นอะไรสักอย่างที่เราทำเพื่อเอาไว้บอกคนอื่นจนดูเหมือนเกือบจะหลอกความรู้สึกตัวเองไปด้วย

 

 

 

 

 

มันก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ถ้าวันนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้น วันที่ขึ้นแสดงวิพิธ แล้วตอนฟินาเล่ได้วิ่งออกไป

แสงไฟที่เข้าตามันจ้าเสียจนมองคนดูไม่เห็น พร็อพฉากในมือตัวเองกับเพื่อนที่ถือแล้วตะโกนเฮๆเหมือนคนบ้า แต่ความรู้สึกตอนที่งานทุกอย่างที่ลงทุนลงแรกทำมานานนับเดือนมันประสบความสำเร็จ มันเป็นอะไรที่สุขมากๆ สุขชนิดว่าแม้แต่วิพิธสองปีก่อนที่เราเองก็ทำฉากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ทุ่มเทลงไปขนาดนี้มันเทียบไม่ได้

เรารู้สึกเรามีที่ยืน ที่ที่เหมาะกับเราก็คือตรงนี้แหละ ในเงามืดๆของเวที ในพื้นที่หลังเลนส์กล้อง ในจุดที่คนดูการแสดงจะไม่มีทางเห็น จนกว่าฉากสุดท้ายจะจบลง

 

 

แล้ววูบนั้นเองแหละ ที่คำถามว่า เรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์ดีมั้ย ก็โผล่พรวดออกมา

 

 

 

 

เราชอบดูหนังเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ชอบอ่านหนังสือ เขียนนิยาย เขียนฟิค ก็เลยรู้สึว่า เออ มันอาจจะมีทางให้เราไปก็ได้นะ เราน่าจะไปต่อได้ แต่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าถ้าอยากเรียนสายนี้มันต้องเข้าคณะไหน อะไรยังไง รู้แต่ว่านิเทศศิลป์ศิลปากรก็มีเอกภาพยนตร์ 

จนกระทั่งพี่ชาย .. (เรียกพี่ชายดีมั้ย) ที่ชื่อ ไอ้คุณพี่กู๊ด พี่ในฝ่ายฉากที่รักก็รัก อยากโดดชกบ่อยๆก็อยาก ติดสาขาการถ่ายภาพที่ลาดกระบัง

 

 

ตอนนั้น อาการเดียวกับตอนที่รู้ว่าพี่หวานติดศิลปากรเลย

 

ห๊ะ มหาลัยนี้มีด้วยเหรอ มีสาขานี้เปิดโดยตรงเลยเหรอ

 

 

 

 

แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้อยากเรียนฟิล์ม แค่สนใจ เก็บไว้เป็นอีกตัวเลือกรองจากนิเทศศิลป์ศิลปากร

 

 

จนตอนจบมอสี่แล้ว กำลังจะขึ้นมอห้า ก็เริ่มมาสนใจการถ่ายรูปแบบจริงจังเพราะพ่อ เริ่มหัดใช้ดีเอสแอลอาร์อย่างจริงจัง เริ่มสนใจเรื่องการทำหนังสั้น ได้เข้าชุมนุมถ่ายภาพ ได้เจอคนที่ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน เจอพี่ๆน้องๆ ได้แรงผลักดันที่ทำให้รู้สึกว่า อยากถ่ายภาพให้สวยขึ้น อยากให้ภาพมีเรื่องราว อยากเห็นสิ่งที่ตัวเองคิดมันขยับ มันเคลื่อนไหวได้

 

 

รู้ตัวอีกที ก็อยากทำหนัง อยากเป็นผู้กำกับ เป็นช่างกล้อง เป็นฝ่ายเทคนิคพิเศษ อะไรก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำหนัง

เพราะเราแค่อยากเห็นรอยยิ้ม อยากเห็นเสียงหัวเราะ อยากได้ยินคำวิจารณ์ อยากให้เรื่องราวที่อยู่ในหัวเรา ได้โลดแล่น ให้คนอื่นได้เห็น ได้รับชมด้วย เช่นกัน

 

 

 

 

กว่าที่บ้านจะยอมรับ จะยอมให้เรียน มันก็ไม่ง่าย

เพราะตั้งแต่วันที่บอกแม่ว่า ไม่เอาแล้วนะ หมอ วิศวะ หนูอยากทำหนัง ก็ทะเลาะกันอยู่หลายหน ร้องไห้ เสียน้ำตากันไปหลายครั้ง

แต่เรามันเด็กหัวดื้อ และความรู้ว่าใช่ ว่านี่แหละ ทางของเรา มันก็ทำให้เราทน

 

 

 

หาข้อมูล หาหลักสูตร หาตัวอ้างอิงไปประกอบ จนกระทั่งพ่อยอมให้เรียน และแม่เห็นด้วย

เพราะความรู้สึกบนเวทีวิพิธตอนนั้น ให้ตายยังไงก็คงไม่ลืมไปง่ายๆ

 

 

 

 

 

 

 

หนึ่งปีที่ผ่านมาของมอหก เรารู้สึกว่าเราใช้คุ้ม เรายังมีความสุขกับชีวิตมัธยมปีสุดท้ายได้ตลอดเวลา

ถามว่ามีเครียดมั้ย ตอบว่าไม่มีก็ตอแหลไปหน่อยล่ะ (ฮา) แต่เราพยายามจัดการกับมันให้อยู่ในสภาพที่เรายังควบคุมได้ เพราะความเครียดที่พอดีมันเป็นแรงผลักอย่างนึงที่ไม่ทำให้เราเป๋ออกไปนอกทาง หรือลืมไป ว่ากำลังทำอะไร และเพื่ออะไร

 

หลายคนเห็นเราเล่นทวิตเตอร์ตลอด (ขนาดวันสอบก็ยังเล่นเลย (ฮา)) เฟซบุ๊คก็เล่น สไกป์ก็คุย ฟิควายก็อ่าน หนังก็ดู เรื่องสั้นก็เขียน นั่นเรียกตั้งใจแล้วเหรอ 

ก็คงต้องบอกว่านั่นเป็นการรีแล็กซ์อย่างนึงของเราด้วยล่ะ เพราะถามว่าหนังสืออ่านมั้ย ก็อ่าน อยู่โรงเรียนก็เรียนครึ่งนึง ทบทวนหนังสือครึ่งนึง อยู่กับเพื่อนก็ช่วยติวกัน เราสอบคณะศิลป์ก็ต้องฝึกมือ ฝึกวาดรูป ฝึกดรอว์อิ้ง ทำมันทุกอย่าง เก็บพอร์ต ไปถ่ายรูป

แต่เราก็มีความสุขดี

 

 

 

 

 

ก่อนสอบลาดกระบังเป็นช่วงที่เครียดที่สุด กดดันที่สุด เพราะเพิ่งไม่ติดเรขศิลป์จุฬาไป ถามว่าเสียดายจุฬาหรือ ก็คงต้องตอบว่าไม่เลย เพียงแต่มีคนบอกว่าลาดกระบังกับจุฬาสไตล์เดียวกัน คือสามชั่วโมง แต่งานมากกว่าหนึ่งชิ้น ผิดกับแนวศิลปากรที่สามชั่วโมงชิ้นเดียว ให้เวลาละเลียดและเก็บงานมากกว่า ซึ่งตอนไปสอบจุฬา สามชั่วโมงสามชิ้น เราทำไม่ทัน คือทันแบบลวกมากจนรู้แน่ว่าคะแนนทุเรศเหลือทน แถมตอนไปสอบศิลปากรก็ไปติดดรอว์อิ้งที่ลาดกระบังเองก็ใช้สอบด้วย เลยกลายเป็นว่าช่วงโค้งสุดท้ายสามสัปดาห์เป็นช่วงที่เสียสติไปเลยก็ว่าได้

 

ไม่เคยร้องไห้เวลาติวก็ร้อง ไม่เคยโวยวายใส่ใครเรื่องเรียนต่อก็มีคนโดน(ขอโทษด้วยนะ) บางทีก็นั่งเหม่อเป็นสิบนาทีโดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำไปทำไม

หลายครั้งที่ร่ำๆจะหนีไปเฉยๆ ไม่เอาแล้ว ไม่พร้อม ไม่อยากสอบ ซิ่วไปสอบปีหน้าเลยได้มั้ย (ตอนนั้นมศวที่ติดก็สละสิทธิ์ไปแล้วด้วย) แต่ความรู้สึกว่า อยากทำให้ฝันเป็นจริงซะที ไม่อยากล้มอีกแล้ว ไม่อยากจะเจ็บซ้ำอีกรอบ มันก็ทั้งเตะทั้งถีบ ไล่ให้กลับไปไฟท์ต่อให้ได้

ยอมรับว่าตอนนั้น เป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุด ในรอบหลายปี

 

เพราะมันไม่ใช่แค่ว่าเครียดเรื่องสอบอย่างเดียว

แต่ อาห์ ก่อนหน้าจะสอบสามสัปดาห์ คุณป้าที่เรารักมากๆ ท่านเสียค่ะ 

ตอนนั้นช็อกไปไปหลายวัน และก็รู้สึกหน่อยๆว่าข้างในมันหลุดๆ เป็นอารมณ์ที่บอกไม่ถูกระหว่างเศร้ากับช็อก ทำอะไรไม่ถูก เครียดเรื่องสอบก็เครียด เสียใจก็เสียใจ 

 

แล้วก็เจ็บมากๆ ที่สุดท้าย ป้าอยู่ไม่ทันเห็นหลานของป้าสองคนสองติด มีที่เรียน มีอนาคต

 

 

 

 

 

ช่วงหลังงานศพเรานอนไม่ค่อยหลับหลายวัน เป็นไมเกรน แต่ก็ดันทุรังไปเรียนดรอว์อิ้ง ไปโรงเรียน กระเสือกกระสนทุกอย่างเท่าที่จะบังคับตัวเองให้ทำได้

มันเหมือนแรงเฮือกสุดท้าย ที่ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้ได้แล้วล่ะ

 

 

 

แต่สุดท้าย ก็อดทนไปสอบ 

แต่สุดท้าย ก็มีชื่อติด ว่าผ่านข้อเขียน

แต่สุดท้าย ก็ได้ไปสัมภาษณ์

 

 

 

 

 

จนวันนี้ ผลออกมาแล้ว เราได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน

ได้เป็นนักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิตัล สมใจแล้วค่ะ

 

 

 

 

ตอนประกาศผล ต้องขอบคุณพ่อ ที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาตลอดตั้งแต่ตอนประกาศข้อเขียนแล้ว พอผลสัมภาษณ์ออก พ่อก็เฟซบุ๊คมาหา (ค่ะ พ่อเล่นเฟซบุ๊ค...) ไล่ให้ไปดูผลสอบ

กรี๊ดลั่นห้องเลย ดีใจมาก ดีใจจนมึนว่าตกลงติดแล้วแน่ๆใช่มั้ย ไม่ใช่แค่เพ้อ ละเมอ ดูเลขผิดอีกรอบ (ดูเลขผิด -- อ่านได้ที่เอนทรี่ที่แล้ว ฮา) แล้วหลังจากนั้นที่ถือโทรศัพท์คุยกับพ่อ ก็คุยกันไม่รู้เรื่องละ ช็อกไปหมด น้ำตาซึม รู้แต่ดีใจมาก มากๆ

 

 

 

 

แต่ความสำเร็จ และความฝันในวันนี้ คงจะไม่เกิดขึ้น หากเราทำมันเพียงลำพัง

 

 

 

 

ขอบคุณพ่อที่เป็นทั้งแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้เรากล้าทำตามความฝันของเราเสมอมา รวมทั้งเป็นแรงสนับสนุนแรงใหญ่ๆ ทั้งกำลังใจ กำลังทรัพย์ รวมทั้งคอยไปรับไปส่งตลอดช่วงไปสอบและลากถูกไปทำพอร์ต แถมยังเคี่ยวเข็ญเรื่องถ่ายรูปจนพัฒนาขึ้นมาได้ถึงวันนี้

ขอบคุณแม่ ที่ถึงแม้จะดุบ่อย แต่แม่ก็ดูห่างๆอย่างห่วงๆ คอยไล่เข็นให้อ่านหนังสือตอนอยู่บ้าน (โดยไม่แคร์ว่าลูกจะงอแงว่าอ่านที่โรงเรียนไปเยอะแล้ว ฮา) และคอยเป็นฝ่ายพลาธิการ สนับสนุนเสบียงเวลาอ่านหนังสือหรือซ้อมวาดรูปดึกๆ

ขอบคุณป้า หัวหน้าฝ่ายพลาธิการที่ส่งข้าวส่งน้ำตลอดช่วงที่สิงคอนโดยาวๆ 

 

ขอบคุณกิ๊ฟต์ แก้ม ป้อ จ๋า ตะวัน เอม เข็ม หยก นุ้ย เจแปน มิ้นชิ้นและเพื่อนๆหลายคนในทุมวันห้าสี่ที่เป็นกำลังใจให้ตลอดเวลาหนึ่งปีที่สู้ด้วยกันมา พยายามเข้านะ และขอบคุณจริงๆ

ขอบคุณพี่ๆน้องๆชาวพีดีเอสโฟโต้ หนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้เราอยากเก่งขึ้น ขอบคุณที่ช่วงเติมเวลาในสองปีสุดท้ายของมัธยมให้มีความหมาย ให้มีที่ยืน ให้เรามั่นใจว่าทางที่เราเลือก เป็นทางที่เราอยากเดิน

ขอบคุณพี่นุชเป็นพิเศษ แยกจากกลุ่มพีดีเอสโฟโต้ให้เลยนะ พี่สาวที่รักของเรา ที่คอยไล่เตะ ไล่ด่า ให้กำลังใจพร้อมคำขู่ในหลายๆครั้ง รวมทั้งย้ำเตือนเราเสมอว่า ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้ได้ 

 

ขอบคุณพี่เมี้ยว พี่สาวที่รักอีกคนที่สนับสนุกและเป็นกำลังใจให้เสมอ รวมทั้งคอยส่งรูปส่งอะไรมาไม่ให้ชีวิตเราเหี่ยวแห้งเกินไปในช่วงเอนท์ (ฮา)

ขอบคุณพี่น้ำตาล พี่สินๆ เป้ง เต้ แตม ริน พี ยูว พี่มาโช พี่ๆชาวบลอดเวน เพื่อนๆในฮัน หลายๆคนในไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ เพื่อนๆพี่ในอินเตอร์เน็ตหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือและกำลังใจค่ะ

 

ขอบคุณพี่หวาน ที่ทำให้เรารู้ว่ามันยังมีทางเดินอีกมากมาย รวมทั้งให้คำแนะนำเรื่องศิลปะและหลายๆเรื่องมาตลอดช่วงสีปีที่รู้จักกัน

ขอบคุณเฮียกู๊ด พี่ชายที่น่าชก ที่ทำให้เรารู้จักลาดกระบัง เตรียมใจไว้นะเฮีย ปีสามปีสี่เฮียอยู่ไม่สุขแน่ (ฮ่าๆ)

 

ขอบคุณอาจารย์สมชาย ที่่เปิดโลกเบื้องหลังของการแสดงให้หนู ถ้าวันนั้นที่หนูไปตื๊อขอเป็นฝ่ายฉากวิพิธแล้วอาจารย์ไม่รับชื่อหนูเข้าไปก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าสี่ปีหลังจากวันนั้นจะออกมาเป็นยังไง

ขอบคุณอาร์ตตัวพ่อตึกสองทั้งหลาย ทั้งอ.อี๊ด(/โดนชก)อ.วรพันธุ์ อ.สมชาย อ.โอภาส อ.กษิน อ.นิคม และอาจารย์นิสิตหลายๆคนที่ได้รู้จักกัน ที่ให้ประสบการณ์ ความรู้ดีๆ และความทรงจำดีๆ(ปนร้ายๆ)ของฝ่ายฉากตลอดวิพิธสี่ปีที่ได้ร่วมงานกันนะคะ

ขอบคุณพี่แป้ง พี่นัท พี่พิชชี่ พี่ปิ้น พี่ฝ่ายฉากทุกคนที่ทำให้ได้เจอสิ่งที่อยากทำ ได้เจอความฝันในวันนี้

ขอบคุณอาจารย์รุ่ง อาจารย์ศิท ที่สอนวิชาถ่ายภาพและให้มุมมองตลอดสองปีที่ผ่านมานะคะ

ขอบคุณอาจารย์เสฏ อาจารย์พรพรรณ อาจารย์แม่กาญ ที่สอนทั้งในตำราและประสบการณ์ชีวิต กำลังใจ แรงสนับสนุน และคำปรึกษาในวันที่หาทางออกไม่เจอ

 

ขอบคุณคุณเอ๋-กษมา คุณดี้-ปัทมา ที่ถึงแม้ว่าหนูจะโคตรเกลียดคุณระหว่างทำงานด้วยกันก็เถอะ แต่เรื่องหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือพวกคุณได้สอนประสบการณ์ชีวิตและวิธีการทำงานในด้านนี้ รวมทั้งสอนให้รับมือกับปัญหาที่อาจจะเพิ่มขึ้นมาใหม่ได้ทุกๆวัน ขอบคุณมากค่ะ ที่ทำให้ได้รู้จักชีวิตการทำงานของฝ่ายเบื้องหลัง

 

 

 

สุดท้ายนี้ ขอบคุณที่ยังไม่ท้อ ไม่ยอมแพ้ ไม่ถอยไปซะก่อนที่จะลากมาถึงวันนี้

วันนี้คงจะเป็นแค่หลักไมล์ที่หนึ่งของความฝันที่ยาวไกล

 

 

 

 

 

แต่ ก้าวแรกก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว หลังจากที่รอมานาน

 











ขอบคุณค่ะ

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ยินดีด้วยนะครับ สำเร็จไปขั้นนึงแล้ว แต่ก็ยังเหลืออีกหลายๆขั้นที่ต้องสู้นะ มั่นใจแล้วลุยเลย^^

#4 By Jowkun on 2012-03-25 20:03

โอววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
พี่มะนาวสุดยอดเลย นับถือจริงๆอ่ะ
เหมือนอ่านชีวิตตัวเองครึ่งแรก(ฮา)

ดีใจด้วยนะคะที่ไปตามความฝันได้
อยากมีความฝันให้เดินแบบนี้บ้าง..

สู้ต่อไปฮะพี่สาวว confused smile Hot! Hot!

#3 By RedGlasseS [Lee] on 2012-03-16 22:09

พี่ดีใจด้วยยยยยยยยย อ่านแล้วพี่รู้สึกว่าวันวานของมะนาวก็สั่งสมแล้วลงตัวเป็นตอนนี้นี่แหละ ดีใจด้วยน้า~ พี่ชอบนะ แรงบันดาลใจจากจุดเล็กๆที่ให้คนเราได้ยึดมั่นไว้แบบนี้ /ปาดน้ำตา อา แต่พี่อิจฉาอีกู๊ดเหลือแสน ได้รุ่นน้องน่ารักคนนี้ไปอยู่ด้วย เจอเมื่อไหร่ต้องตบตีมันซะแล้ว ; w ;

จากนี้ก็ยังมีเรื่องต้องฝ่าฟันไปอีกเยอะ พยายามเข้าน้าาา พี่เป็นกำลังใจให้เสมอจ้าาา XD

#2 By Early Morn on 2012-03-10 12:09

ก้าวแรก ผ่านมาได้อย่างปลอดภัยแล้ว
ก้าวต่อไป ก็ขอให้เดินต่อไปอย่างมั่นคงนะจ๊ะ

ต่อให้เจอเรื่องท้อ หรือเรื่องที่ทำให้หมดหวัง ก็อยากขอให้เดินต่อไป
อยากพักเมื่อไหร่ ก็หันไปมองคนรอบๆ ทุกคนรออยู่ข้างหลังเม่ยเสมอ
คอยเป็นกำลังใจ เป็นแรงผลักดัน ให้เม่ยเดินต่อไปข้างหน้า ตามทางที่ฝัน

เราชอบนะ ที่เม่ยเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา เผื่อเตือนใจตัวเองในอนาคต
เพราะไม่รู้จริงๆว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง วันที่ท้อ มันต้องมีอยู่แล้ว
ความฝัน กับ อุปสรรคเป็นสิ่งที่มาคู่กัน เตรียมกาย เตรียมใจให้ดีๆนะ ฮี่

ขอแสดงความยินดีให้อีกครั้ง กับก้าวแรกของความฝันจ้ะ ^^

#1 By SIN*SIN on 2012-03-09 20:33